สาเหตุที่พบ ในคนไทยจำนวนมาก ติดเชื้อทางเดินอาหาร เพราะอะไรเรามีคำตอบ

สาเหตุที่พบ ในคนไทยจำนวนมาก ติดเชื้อทางเดินอาหาร เพราะอะไรเรามีคำตอบ

กุมภาพันธ์ 5, 2562 0 By admin

อาการของโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร        

โดยมีอาการหลักคือ การปวดท้องที่อาจเกิดได้ที่ช่องท้อง ไม่มีอาการปวดเฉพาะจุด ร่วมกับอาการท้องเสีย มีไข้ได้ โดยลักษณะอาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันที เรียกว่าการติดเชื้อเฉียบพลัน

โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร มีอาการหลัก คือ ปวดท้องที่อาการปวดได้ทั่วช่องท้อง ไม่มีการปวดคงที่เฉพาพจุด ร่วมกับมีอาการท้องเสีย และมีไข้ที่อาจเป็นไข้ต่ำหรือไข้สูงขึ้นกับความรุนแรงของอาการ ทั้วไปอาการจะเกิดในลักษณะ เกิดทันที ที่เรียกว่า การติดเชื้อเฉียบพลัน(Acute infection หรือ Acute gastroenteritis หรือ Acute gastrointestinal infectio)และทั่วไปมักเรียกว่า “Infectious diarrhea”

โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เป็นโรคพบบ่อยมาก เกิดในชีวิตประจำที่ทุกคนเคยผ่านการติดเชื้อกลุ่มนี้มาแล้ว เช่น อาหารเป็นพิษ โดยในสหรัฐอเมริกามีรายงานพบโรคนี้ได้ประมาณ 200ล้านครั้งต่อปี และทั่วโลกพบเด็กเสียชีวิตจากโรคนี้ได้สูง ประมาณ 3-6ล้านคน/ปี เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย เกิดการระบาด/โรคระบาดได้บ่อยทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศยังไม่พัฒนาและประเทศกำลังพัฒนาที่รวมถึงประเทศไทย

กลุ่มเสี่ยงโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร

โรคติดเชื้อทางเดินอาหารเป็นโรคที่พบได้บ่อยทุกวัน เกือบทุกคนเคยผ่านการติดเชื้อระบบทางเดินอาหารมาแล้ว เช่น อาหารเป็นพิษ ติดต่อได้ง่าย ระบาดได้ง่าย ในชุมชนต่างๆ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงจากการรับเชื้อ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจทำให้เกิดอาการรุนแรง เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

โรคติดเชื้อทางเดินอาหารมีอาการอย่างไร

อาการของโรคติดเชื้อทางเดินอาหารที่เป็นอาการหลัก คือ ท้องเสีย/ท้องร่วง/ท้องเดิน ปวดท้องที่ไม่ปวดเฉพาะจุด แต่ปวดกระจายได้ทั่วทุกจุดของช่องท้อง และมีไข้ อาจเป็นไข้สูงหรือไข้ต่ำขึ้นกับความรุนแรงของอาการ ส่วนอาการอื่นๆ เช่น

  • เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • อุจจาระมีกลิ่นเหม็น
  • อุจจาระอาจเป็นมูก หรือ เป็นมูกปนเลือด/มูกเลือด หรืออาจมีอุจจาระเป็นเลือด
  • ปวดเบ่งเวลาอุจจาระ

ถ้าท้องเสียรุนแรงจะมีอาการจากภาวะขาดน้ำร่วมด้วย เช่น กระหายน้ำมาก ผิวหนังแห้ง/เหี่ยวย่น ปากแห้งมาก ปัสสาวะน้อย และ วิงเวียน เป็นลมจากความดันโลหิตต่ำ

โครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร

ผู้มีปัจจัยเสี่ยง(High risk group)เกิดโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ได้แก่

  • เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ เพราะดูแลสุขอนามัยตนเองไม่ได้ ต้องอาศัยผู้อื่นช่วยดูแล
  • ผู้อยู่ในชุมชนแออัด เช่น โรงเรียน สถานพักพิง ค่ายทหาร ค่ายผู้อพยพ อยู่อาศัยในชุมชนแออัด อยู่อาศัยในถิ่นที่ขาดสุขอนามัย เช่น ประเทศกำลังพัฒนา
  • ผู้มีโรคประจำตัว เพราะจะมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น โรคเบาหวาน โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคติดเชื้อเอชไอวี
  • สัมผัสคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคนี้
  • ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดอาการรุนแรง?

ผู้ป่วยที่มักมีอาการรุนแรงเมื่อเกิดโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ที่มักเรียกกันว่า “กลุ่มเสี่ยง(High risk group)” คือ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ได้แก่

  • เด็กอ่อน เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • มีโรคประจำตัวต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคหืด ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
  • ผู้ป่วยกินยากดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค เช่น ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ โรคหืด ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ โรคออโตอิมมูน

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

เมื่อมีอาการดังได้กล่าวในหัวข้อ”อาการฯ” และอาการไม่ดีขึ้นใน 2-3วันหลังการดูแลตนเองตามอาการในเบื้องต้น หรือมีอาการเลวลง หรือ อาการรุนแรงตั้งแต่แรก ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเสมอ

สาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร

การรับเชื้อมักเกิดจากการบริโภคอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด โดยเชื้อโรคที่อยู่ในตัวผู้ป่วยปนเปื้อนอยู่ในน้ำ อาหาร และมือ เข้าสู่ปาก โดยเชื้ออาจติดอยู่ที่เครื่องมือเครื่องใช้ในการอุปโภคบริโภค เช่น ช้อน แก้วน้ำ จาน ชาม

แพทย์วินิจฉัยโรคติดเชื้อทางเดินอาหารอย่างไร

แพทย์วินิจฉัยโรคติดเชื้อทางเดินอาหารได้จาก อาการผู้ป่วย ลักษณะของการถ่ายอุจจาระ ที่รวมถึง สีและกลิ่น การมีอาการเกิดเป็นกลุ่มคนตั้งแต่2คนขึ้นไป โดยเฉพาะจาก โรงเรียน ร้านอาหาร สถานที่ทำงาน หมู่บ้านที่อยู่อาศัย การตรวจสัญญาณชีพ การตรวจร่างกาย และที่จะวินิจฉัยได้แน่นอน คือ

การตรวจอุจจาระ ที่อาจรวมถึงการเพาะเชื้อจากอุจจาระเพื่อดูว่าเป็นการติดเชื้อชนิดใด และอาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์ เช่น การตรวจเลือดดู สารก่อภูมิต้านทาน หรือสารภูมิต้านทาน ของเชื้อโรคที่แพทย์สงสัยเป็นสาเหตุเพื่อช่วยวินิจฉัยว่าเป็นการติดเชื้อชนิดใด

การป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร

การป้องกันโดยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ และการมีอาการของโรคติดเชื้อทางเดินอาหารต้องดูแลประคับประคอง ป้องกันไม่ให้เกิดอาการขาดน้ำ การขาดสมดุลของเกลือแร่ โดยการดื่มน้ำสะอาด การใช้ยาผงเกลือแร่ และการรักษาตามสาเหตุ เช่น การติดเชื้อบางชนิดที่อาจต้องได้รับยาฆ่าเชื้อ รวมถึงการดูแลตัวเอง ป้องกันการรับเชื้อซ้ำ และป้องกันการระบาดสู่ชุมชน

รักษาโรคติดเชื้อทางเดินอาหารอย่างไร

แนวทางรักษาโรคติดเชื้อทางเดินอาหารได้แก่ การรักษาประคับประคองตามอาการ, การรักษาสาเหตุ และที่สำคัญที่สุดคือ การดูแลตนเองเพื่อป้องกันได้รับเชื้อโรคซ้ำที่รวมถึงเพื่อป้องกันโรคระบาดสู่ผู้อื่น

1.การรักษาประคับประคองตามอาการ

เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ และเกิดภาวะขาดสมดุลของเกลือแร่ (Electrolyte) เช่น การดื่มน้ำสะอาดมากๆ การให้ยาผงเกลือแร่ ORS การให้สารน้ำ/น้ำเกลือ/สารเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำ ทั้งนี้ ทั่วไปแพทย์จะไม่ให้ยาแก้ท้องเสีย(เพราะพบว่าไม่เกิดประโยชน์และอาจทำให้ผู้ป่วยอาการเลวลง นอกจากนั้น การถ่ายอุจจาระยังเป็นการกำจัดจำนวนเชื้อโรคออกนอกร่างกายที่มีประสิทธิภาพ) การให้ยาลดไข้ ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ยาแก้ปวดศีรษะ เป็นต้น และทั่วไป แพทย์จะไม่ให้ยาปฏิชีวินะ ยกเว้นเฉพาะสาเหตุจากแบคทีเรียบางชนิด เช่น ไทฟอยด์ , บิดไม่มีตัว, หรือจากสัตว์เซลล์เดียว เช่น โรคบิดมีตัว และที่สำคัญอีกประการคือ การพักผ่อนให้มากๆ ร่วมกับการรักษาสุขอนามัยในการขับถ่าย เพื่อป้องกันเชื้อติดต่อทางอุจจาระกลับเป็นซ้ำกับตนเอง หรือติดต่อไปสู่ผู้อื่นโดยเฉพาะคนใกล้ชิด

2.รักษาตามสาเหตุ

เป็นการติดเชื้อบางชนิดที่จำเป็นต้องได้รับ ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ เช่น ไทฟอยด์ โรคบิดไม่มีตัว โรคบิดมีตัว เป็นต้น

3.การดูแลตนเอง

เพื่อป้องกันได้รับเชื้อโรคซ้ำ ที่รวมถึงเพื่อป้องกันโรคระบาดสู่ผู้อื่น ที่สำคัญ ได้แก่

  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน(สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  • ล้างมือให้สะอาดเสมอด้วยสบู่และน้ำสะอาด โดยเฉพาะทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำและก่อนกินอาหาร
  • ล้าง ทำความสะอาด เครื่องใช้ที่สัมผัสเชื้อโรค(เช่น อุจจาระ อาเจียน)ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนที่จะล้างทำความสะอาดซ้ำด้วยสบู่และน้ำสะอาด
  • รักษาความสะอาดของเสื้อผ้าที่สวมใส่ ที่รวมถึง ผ้าเช็ดตัว และต้องแยกของใช้ส่วนตัวเหล่านี้
  • ฉีดวัคซีนป้องกันตามแพทย์แนะนำ เช่น วัคซีนโรต้าสำหรับเด็กเล็ก อนึ่ง ส่วนใหญ่ของโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ยังไม่มีวัคซีน ส่วนน้อยมีวัคซีน แต่เป็นวัคซีนที่มีข้อจำกัดการใช้เฉพาะในคนบางกลุ่ม เช่น วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ วัคซีนอหิวาห์ตกโรค
  • ถ่ายอุจจาระในส้วมเสมอ และกดน้ำหลายครั้ง ทำความสะอาดส้วมทุกครั้งด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหลังการอุจจาระ

เป็นยังไงกันบ้างเพื่อนๆพอรู้แบบนี้แล้วก็อย่าลืมตรวจเช็กกันดูว่าเราเป้นโรคนี้กัรหรือป่าวส่วนผู้ที่ได้อ่านเนื้อหาที่เรามานำเสนอนั้นก็ควรที่จะไปปฎิบัติตามกันนะคะเพื่อสุขภาพที่ดี